“ความประจวบเหมาะอย่างนี้ล่ะที่กลายเป็นปราการด่านสำคัญที่ขวางกั้นสติปัญญาของนักคิดประเภทที่เรียนแต่ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับทฤษฎีความน่าจะเป็น คือไม่รู้ว่าเหตุผลที่เรายกมาอ้างอิงทฤษฎีของตนนั้นล้วนแล้วแต่อยู่บนพื้นฐานของการคาดคะเนทั้งสิ้น ”
ออกุ๊สต์ ดูแป็ง ฆาตกรรมที่ถนนม็อร์ก
อาชญนิยายเริ่มกลายเป็นนวนิยายนักสืบ (detective story) ก็เมื่อมีการนำเอาระบบเหตุผลเข้าไปผสมกับโครงเรื่อง ตรรกะ/ความรู้ในเชิงวิทยาศาสตร์เริ่มทำหน้าที่ผสานรวมส่วนเสี้ยวของเหตุการณ์ต่างๆ ที่ดูเหมือนไม่มีความเกี่ยวข้องให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน กล่าวได้ว่า จุดเปลี่ยนแปลงที่ถือว่ามีความสำคัญมากที่สุดอย่างหนึ่งก็คือนวนิยายนักสืบได้ปรับรูปโฉมของอาชญากรรมให้เป็นเกมปริศนาที่ผู้อ่านต้องขบคิดหาคำตอบไปพร้อมๆ กับตัวเอกหรือตัวละครผู้ดำเนินเรื่อง ซึ่งบุคคลแรกที่คิดค้นสูตรดังกล่าวได้เป็นผลสำเร็จก็คือ เอ็ดการ์ แอลแลน โป บิดาแห่งรหัสคดีสมัยใหม่
ผลงานเรื่อง The Murders in the Rue Morgue (1841) ของโป ซึ่งตีพิมพ์ในนิตยสาร Graham’s Ladies and Gentleman’s Magazine ฉบับเดือนมากราคม เป็นเรื่องสั้นในแนวสืบสวนสอบสวนเรื่องแรกที่ผสานระบบเหตุผลเข้ากับเรื่องเล่าได้อย่างแนบเนียน โปเรียกงานชิ้นนี้ว่าเป็น ตรรกนิยาย (tale of rationcination) เพราะตอนนั้นยังไม่มีศัพท์เรียกนวนิยายนักสืบ
เรื่องสั้น The Murders in the Rue Morgue หรือ ฆาตกรรมที่ถนนม็อร์ก กล่าวถึงคดีฆาตกรรมสองแม่ลูกเล๊สปาเน่ย์ที่ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมในบ้านพักย่านถนนมอร์ก นักสืบสมัครเล่น เซ. ออกุ๊สต์ ดูแป็ง ผู้เฝ้าติดตามคดีดังกล่าวอย่างใกล้ชิดเป็นบุคคลแรกที่สังเกตเห็นความผิดปรกติ รวมถึงข้อผิดพลาดในระหว่างการสืบสวนของตำรวจ และด้วยความรู้สึกว่ามีปริศนาบางอย่างอยู่เบื้องหลังคดีซึ่งท้าทายให้ใช้สติปัญญาในการแก้ไขปัญหา ดูแป็งกับเพื่อนคู่หูของเขา (ผู้เป็นนักเขียน/ผู้เล่าเรื่อง) จึงทำการสืบเสาะเงื่อนงำด้วยตัวเอง จนกระทั่งสามารถหาตัวผู้กระทำผิดและผู้มีส่วนรับผิดชอบได้ในที่สุด
The Murders in the Rue Morgue ไม่ได้เปิดเรื่องขึ้นพร้อมกับฉากฆาตกรรมหรือการสืบสวนในทันที ทว่าค่อยๆ เริ่มต้นเรื่องราวทั้งหมดด้วยการแนะนำให้เรารู้จักกับกระบวนการขบคิดหาเหตุผล พร้อมทั้งจำแนกแยกแยะให้เห็นความแตกต่างระหว่าง ‘ศาสตร์การวิเคราะห์’ และ ‘การคาดคำนวณ’ ซึ่งชัดเจนว่า โปกำลังจะบอกกล่าวกับผู้อ่านเป็นนัยๆ ว่า เรื่องราวที่เขาจะเล่าต่อไปจำเป็นต้องอาศัยทักษะของการขบคิดหรือใช้สติปัญญาในการแก้ปัญหาแบบเดียวกับหมากรุก หรือไพ่วิสท์ (ที่เป็นต้นแบบของไพ่บริดจ์ที่เราเล่นกันอยู่ในปัจจุบัน)
เรื่องราวของ The Murders in the Rue Morgue ดำเนินไปหลังจากสองแม่ลูกเลสปาเน่ย์ถูกฆาตกรรมไปแล้ว ทุกอย่างที่เราทราบเกี่ยวกับคดีจึงอยู่ในรูปของข่าวหนังสือพิมพ์ซึ่งรายงานความคืบหน้าการสืบสวนคดีฆาตกรรมดังกล่าวโดยละเอียดลออ
ความรุนแรงหรือความสยดสยองทั้งหมดจึงเกิดขึ้นจาก ‘ภาษา’ และ ‘บทบรรยาย’ ในแนวกระตุ้นเร้าอารมณ์ของบรรณาธิการข่าว คงไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่า ข้อมูลต่างๆ ที่ดูแป็งรับทราบก็คือทั้งหมดของเงื่อนงำที่เราได้อ่านในเรื่อง (ซึ่งคุณลักษณะนี้เองทำให้นักสืบและนักอ่านมีสถานะเทียบเท่ากันเป็นครั้งแรก)
สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าการแก้ไขคดีในเรื่องก็คือ ‘วิธี’ ของดูแป็งในการแก้ไขคดี ดูแป็งแทบจะไม่เคยไปสถานที่เกิดเหตุเพื่อสืบหาเงื่อนงำโดยตรง (นอกจากไปที่นั่นเพื่อยืนยันกับผู้อ่านว่าข้อความในหนังสือพิมพ์เป็นจริง) พูดง่ายๆ ว่าดูแป็งใช้วิธีการสืบค้นจาก ‘ตัวบท’ หรือหนังสือพิมพ์เป็นหลัก (แม้แต่ตอนที่เขาจับผู้กระทำผิด/ผู้มีส่วนรู้เห็น เขาก็ยังใช้วิธีประกาศบนหน้าหนังสือพิมพ์) แน่นอนว่าวิธีการนี้อาจใช้กับการแก้ไขคดีจริงๆ ไม่ได้ แต่สำหรับในโลกของนวนิยาย ‘การอ่าน’ กับ ‘การสืบค้น’ ถือเป็นสิ่งเดียวกัน
โปได้ตอกย้ำ ‘วิธี’ ดังกล่าวนี้อีกครั้งใน The Mystery of Marie Rogêt (1842) เรื่องสั้นตอนต่อด้วยการให้ดูแป็งคลี่คลายคดีฆาตกรรมผ่านการวิเคราะห์ ‘ตัวบท’ ที่ขัดแย้งบนหน้าข่าวหนังสือพิมพ์ และเรื่องสั้น The Purloined Letter (1844) งานสืบสวนครั้งสุดท้ายของออกุ๊สต์ ดูแป็ง ที่ใช้การพูดคุยสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบคดีเพื่อแก้ปริศนา
อาจไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่า นอกจากจะนวนิยายแนวใหม่แล้ว โปยังได้สร้าง ‘วิธีการอ่านแบบใหม่’ ซึ่งนับว่าเป็นคุณูปการสำคัญที่ถ่ายทอดไปสู่นักเขียนรุ่นต่อมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งฆอร์เก้ ลุยส์ บอร์เฆ้ส ผู้นำเอานวนิยายนักสืบแบบโปไปประยุกต์ใช้กับ ‘งานสืบอักษร’ ซึ่งเป็นเสมือนค่ายกลทางความคิดได้อย่างลึกล้ำ
ยิ่งกว่านั้นก็คือตัวละคร ออกุ๊สต์ ดูแป็ง ซึ่งเป็นนักสืบคนแรกในยุคคลาสสิกที่ชี้ให้เห็นกลลวงของตรรกะและมายาคติในเรื่องของความจริงแท้ที่เราอ้างกันอยู่ด้วยความเคยชิน เขาแทบจะเป็นนักสืบคนเดียวเลยก็ว่าได้ที่เชื่อว่า ถ้าระบบเหตุผลไม่อำนวยในการแก้ไขปัญหาใดๆ แล้ว การคาดคะเนคือการทำลายกำแพงของข้อเท็จที่บังตาเราอยู่
ความคิดของดูแป็งในเรื่องนี้สอดพ้อง ‘วิธี’ ของชาร์ลส์ แซนเดอร์ เพิร์ส นักสัญวิทยาชาวอเมริกันที่เรียกว่า abductive reasoning หรือการจารนัย (abduction) ซึ่งมิได้หมายถึงการเดาสุ่มแบบไร้กฎเกณฑ์ หากเป็นสิ่งที่บันดาลขึ้นจากความรู้สึกว่า ทฤษฎีบางอย่างต้องการคำอธิบายซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่อยู่เหนือความคาดหมายหรือความน่าจะเป็นทั้งปวง
ผู้ที่ไม่ทึ่งกับ The Murders in the Rue Morgue, The Mystery of Marie Rogêt และ The Purloined Letter ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลว่ามันไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ หรือบทสรุปและจุดคลี่คลายของเรื่องไม่เป็นเหตุเป็นผลมากพอ อาจจะมองข้ามข้อเท็จจริงสำคัญที่ว่า ก่อนหน้าผลงานชุดนี้ยังไม่มีนักสืบคนใด (ได้กระทำหน้าที่สืบสวนจริงๆ) ในโลกวรรณกรรม นั่นหมายความว่า นวนิยายนักสืบจำนวนมากเกิดขึ้นหลังความสำเร็จของเรื่องสั้นของโปแทบทั้งสิ้น และถ้าจะมีงานชิ้นใดสมบูรณ์หรือทำได้ดีกว่าก็เป็นเพราะผลงานเหล่านั้นได้ทำการแก้ไขจุดบกพร่องต่างๆ ที่โปได้เริ่มเอาไว้
ถึงกระนั้นก็ตาม หากเราเปรียบเทียบกันอย่างไร้อคติก็จะเห็นว่าในบรรดานักสืบสายเก้าอี้นวม (cozy) หรือถุงมือขาว (white glove) ซึ่งพัฒนาขึ้นมาจากเรื่องสั้นของโปชุดนี้ ยังไม่มีใครคนใดเลยที่จัดว่ามีความคิดลึกล้ำเทียบเทียมได้กับออกุ๊สต์ ดูแป็ง หรือหากจะมียกเว้นก็เพียงแค่หนึ่งเดียว (ห้าสิบปีหลังจาก The Murders in the Rue Morgue) นักสืบผู้เชื่อมั่นในตัวเองถึงขนาดว่า การนำเอาเขาไปเปรียบกับดูแป็งเห็นจะเป็นการสบประมาทมากกว่าเอ่ยชม
[บางส่วนจากบทความ สืบวงศ์วานการสืบสวน]